สถิติฟอรั่ม ช่วยเหลือ
  • 4319เข้าชม
  • 0ตอบกลับ

แนวข้อสอบนักวิชาการศึกษา

ระดับ : *
โพสต์
*
เงิน
*
ความดี
*

1. วิธีการเขียนข่าวในปัจจุบันได้รับแบบอย่างมาจากอะไร

ก. ข่าวกีฬาสมัยโรมัน ข. ข่าวย่อยของบางกอกรีดคอร์ดเดอร์

ค. ข่าวสังคมสมัยนโปเลียน ง. ข่าวสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ

ตอบ ง. ข่าวสงครามกลางเมืองสหรัฐฯ

การส่งข่าวในช่วงสงครามกู้อิสรภาพและสงครามกลางเมืองของสหรัฐฯ (สงครามเลิกทาส) ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วฉับไว จึงได้มีการคิดหาวิธีการเขียนข่าวหรือรายงานข่าวสั้นๆ และสรุปใจความสำคัญๆ ให้ได้มากที่สุด คือการเขียนถึงหัวใจสำคัญของเรื่องในข่าวนำ ส่วนข่าวที่มีความสำคัญต่อมาก็เขียนไว้ตอนท้าย ซึ่งถือเป็นแบบอย่างของวิธีการเขียนข่าวในปัจจุบัน

2. การสื่อสารด้วยวิธีการ “ต่อสู้กับไป” ตรงกับข้อใด

ก. การแก้ปัญหาด้วยการแลกเปลี่ยนทัศนคติ

ข. ทฤษฎีประชาสัมพันธ์แก้ปัญหาได้ทุกกรณี

ค. การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยการสร้างไมตรี

ง. การละเลยต่อปัญหาจนถึงจุดอันตราย

ตอบ ง. การละเลยต่อปัญหาจนถึงจุดอันตราย

การวางแผนประชาสัมพันธ์มีอยู่ 2 วิธี ได้แก่

1) วิธีการต่อสู้กับไฟ คือการละเลยหรือปล่อยให้ปัญหาถึงจุดอันตรายและระเบิดขึ้นในรูปของวิกฤติการณ์อันร้ายแรงจนไม่สามารถยับยั้งหรือแก้ไขได้ เช่น การนัดหยุดงาน การประท้วงของนักศึกษา ฯลฯ

2) วิธีป้องกันไฟ คือการศึกษาวิจัยเพื่อรวบรวมข้อมูลจากทัศนคติของมหาชน ซึ่งจำเป็นต้องใช้การวางแผนระยะยาวและต้องกระทำต่อเนื่องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

3. ความหมายของภาษาตามข้อใด ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในงานประชาสัมพันธ์บ่อยมาก

ก. ความหมายด้านวัตถุ ข. ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง

ค. ความหมายขึ้นกับจินตนาการ ง. การสื่อความหมายทางการเมือง

ตอบ ค. ความหมายขึ้นกับจินตนาการ

การเปลี่ยนแปลงของคำหรือภาษา จะมีความหมายแตกต่างกัน 2 ลักษณะ คือ

1) ความหมายด้านวัตถุ เป็นความหมายตามพจนานุกรม คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงและเป็นสิ่งที่แน่นอนตายตัว

2) ความหมายด้านนามธรรม จะเกี่ยวข้องกับจิตใจมนุษย์ เปลี่ยนแปลงไม่คงที่ทำให้คำๆ หนึ่งมีความหมายขึ้นอยู่กับจินตนาการ ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ความรู้สึกนึกคิด และสิ่งแวดล้อมของแต่ละสังคม จึงก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในงานประชาสัมพันธ์บ่อยมาก

4. จุดมุ่งหมายของงานประชาสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญในข้อใด

ก. สร้างภาพ ข. ความนิยมเชื่อถือ

ค. จัดฉากผังงานโฆษณา ง. ขยายขอบเขตการตลาด

ตอบ ข. ความนิยมเชื่อถือ

งานประชาสัมพันธ์เป็นการให้รากฐานความเข้าใจอันดีต่อกันในสังคม มีจุดมุ่งหมายสำคัญในการเผยแพร่ความคิด ความเชื่อถือศรัทธา การให้ความจริง และการรับฟังเสียงประชามติ โดยที่อาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือการบริการก็ได้

5. ใครคือนักประชาสัมพันธ์

ก. คล้ายจันทร์ นางงามสงกรานต์สวนสยาม ยิ้มหวานๆ ทำหน้าที่ต้อนรับ

ข. เคียงเดือน ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง พระนางเรือล่ม

ค. อลิน ดาราเด่นละครทีวี “พิษกุหลาบ”

ง. ดุจดาว ผู้โฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์

ตอบ ข. เคียงเดือน ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง พระนางเรือล่ม

งานประชาสัมพันธ์ไม่ใช่งานนั่งโต๊ะข้างหน้าขององค์การพร้อมพนักงานต้อนรับสาวสวย รูปร่างดี แต่เป็นงานบริหารที่มีลักษณะการดำเนินงานอย่างมีแผนและต่อเนื่องกันไป ดังนั้นหน้าที่ของนักประชา-สัมพันธ์จึงควรอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารหรือผู้ช่วยบริหารซึ่งเป็นตำแหน่งโดยตรง เช่น โฆษกรัฐบาล หรืออาจเป็นผู้ที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งโดยตรงแต่เป็นที่เข้าใจกันในวงการก็ได้ เช่น คุณสุทธิชัย หยุ่น, “ท่านมุ้ย” หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ เป็นต้น

6. อะไรคือความเข้าใจผิดในทางลบที่หนักที่สุดในความหมายของการประชาสัมพันธ์

ก. การท่องเที่ยว ข. การโฆษณาประชาสัมพันธ์

ค. การโฆษณาชวนเชื่อ ง. การโฆษณา

ตอบ ค. การโฆษณาชวนเชื่อ

ร.ศ.วิรัช อภิรัตนกุล อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวไว้ในบทความของวารสารนิเทศสารว่า คำว่า “การประชาสัมพันธ์” เป็นคำที่คนเข้าใจกันผิดไปทั้งในทางบวกและลบ โดยทางลบที่หนักที่สุด คือ การเข้าใจว่าการประชาสัมพันธ์เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) หรือล้างสมอง

7. โฆษกรัฐบาลในฐานะนักประชาสัมพันธ์ต้องยึดถือการเผยแพร่ข่าวสารอย่างไร

ก. เปิดเผยข้อเท็จจริง

ข. รักษาเรื่องลับเฉพาะไว้อย่างดี

ค. เรื่องยังมาไม่ถึงขอศึกษาดูก่อน

ง. สื่อสารอย่างเป็นกันเองจนผู้สื่อข่าวจับประเด็นไม่ได้

ตอบ ก. เปิดเผยข้อเท็จจริง

การเผยแพร่ข่าวสารในงานประชาสัมพันธ์นั้น จะต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นกับประชาชนโดยการเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมด และไม่ทำการบอกปัดหรือให้เหตุผลว่า “เป็นเรื่องลับเฉพาะ” นอกจากนี้ นักประชาสัมพันธ์ยังต้องตั้งจุดมุ่งหมายไว้ให้ชัดเจนว่า ใครคือประชาชนกลุ่มเป้าหมายจะบอกกล่าวเรื่องอะไร เพื่ออะไร และอย่างไรอีกด้วย

8. ระดับหรือคุณสมบัติขององค์กร เช่น บริษัทน้ำมันเจท เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์ตามข้อใด

ก. มีความดีหรือเลวเพียงไร

ข. เป็นหน่วยงานอิสระมากน้อยเพียงใด

ค. ปฏิบัติการตามเป้าหมายเพียงพอหรือเปล่า

ง. สามารถบันทึกปฏิกิริยาโต้ตอบของมหาชนได้มากหรือไม่

ตอบ ก. มีความดีหรือเลวเพียงไร

ความมุ่งหมายของการประชาสัมพันธ์ในแง่ของระดับหรือคุณสมบัติของสถาบันคือ การใช้ถ้อยคำ เพื่อแสดงระดับหรือคุณสมบัติของสถาบันหนึ่งๆ ว่าดีหรือเลวแค่ไหนเพียงไร ในสายตาและความนิยมของประชาชน เช่น ถ้าสถาบันใดมีประชาชนให้ความนิยมเลื่อมใสหรือรู้จักชื่อเสียง กิจกรรมหรือผลงานของสถาบันอย่างกว้างขวาง ก็นับเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดี

9. จุดมุ่งหมายในการสร้างและรักษาความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกันในงานประชาสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มใด

ก. ฝ่ายประชาสัมพันธ์กับฝ่ายโฆษณา

ข. องค์กรกับประชาชน

ค. สื่อมวลชนกับรัฐบาล

ง. องค์กรของรัฐบาลกับฝ่ายโฆษณาประชาสัมพันธ์

ตอบ ข. องค์กรกับประชาชน







จำหน่ายเอกสารแนวข้อสอบนักวิชาการศึกษา

1. พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามบทบัญญัติใน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตราใด


ก. 29


ข. 40


ค. 50


ง. 81


2. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจัดเป็น


ก. กฎหมายแม่บทการจัดการศึกษา


ข. แนวทางจัดการศึกษาของรัฐ


ค. การปรับปรุงการศึกษาสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ


ง. การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ของไทย


3. พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับแรก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อใด


ก. 19 สิงหาคม 2542


ข. 20 สิงหาคม 2542


ค. 19 ธันวาคม 2545


ง. 20 ธันวาคม 2545


4. วัตถุประสงค์ของการจัดทำ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ


ก. ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม


ข. ปฏิรูปการศึกษาของไทย


ค. พัฒนาคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายจิตใจ


ง. พัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


5. พรบ.การศึกษาแห่งชาติ สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด


ก. แผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมแห่งชาติ


ข. แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ


ค. แผนการศึกษาแห่งชาติ


ง. แผนพัฒนาการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของกระทรวงศึกษาธิการ


















6. ต่อไปนี้ ข้อใดไม่สอดคล้องคำว่าการศึกษา


ก. การถ่ายทอดความรู้


ข. การฝึกอบรม


ค. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์


ง. การสืบสานทางวัฒนธรรม


7. ข้อใดให้ความหมายไม่ตรงกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ


ก. การศึกษาขั้นพื้นฐาน คือการศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา


ข. สถานศึกษา คือสถานที่จัดการสอนตั้งแต่ก่อนประถม ถึงระดับก่อนอุดมศึกษา


ค. มาตรฐานการศึกษา เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพที่พึงประสงค์ และ


มาตรฐานที่ต้องการให้เกิดในสถานศึกษาทุกแห่ง


ง. กระทรวง หมายความว่ากระทรวงศึกษาธิการ


8. ตำแหน่งข้าราชการครูตามข้อใดที่สังกัดต่างหน่วยงาน


ก. ครู


ข. คณาจารย์


ค. ผู้บริหารสถานศึกษา


ง. ผู้บริหารการศึกษา


9. ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ


ก. ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม


ข. ปฏิรูปการศึกษาของไทย


ค. พัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ


ง. พัฒนาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


10. ข้อใดไม่ใช่หลักการพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542


ก. เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อปวงชน


ข. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน


ค. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา


ง. พัฒนา สาระ และกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


11. ข้อใดไม่สอดคล้องกับการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามความมุ่งหมายของ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ


ก. ปลูกฝังจิตสำนึกการเมือง การปกครองระบอบประชาธิปไตยมีพระมหากษัตริย์


เป็นประมุข


ข. รักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพเคารพกฎหมาย


ค. รู้จักรักษาผลประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติ


ง. กระจายการพัฒนาไปสู่ชนบทโดยการมีส่วนร่วมของภูมิปัญญาท้องถิ่น


12. ข้อใดไม่สอดคล้องการจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการการจัดการศึกษา


ก. กระจายอำนาจสู่สถานศึกษาทั้งหมด


ข. กำหนดมาตรฐานการศึกษา จัดระบบประกันคุณภาพ


ค. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา


ง. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา


13. คำว่า “เอกภาพด้านนโยบาย หลากหลายในการปฏิบัติ” สอดคล้องกับข้อใด


ก. ส่วนกลางกำหนดนโยบาย ส่วนภูมิภาคกำหนดแนวทางปฏิบัติ


ข. กระทรวงกำหนดนโยบายมาตรฐานสนับสนุนเขตพื้นที่และสถานศึกษาบริหาร


จัดการด้วยตนเอง


ค. มีนโยบายเดียวกัน การปฏิบัติหลากหลายวิธี


ง. ถูกทุกข้อ


14. ต่อไปนี้นี้ ข้อใดไม่กล่าวถึงสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน


ก. บุคคล


ข. เอกชน


ค. องค์กรปกครองท้องถิ่น


ง. ครู อาจารย์


15. ข้อใดไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ บิดามารดา ผู้ปกครอง พึงได้รับในการจัดการศึกษา


ก. การสนับสนุนจากรัฐ ให้ความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดู


ข. การยกเว้นเงินภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา


ค. เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของคนในการดูแล


ง. การให้การศึกษาแก่บุตรหรือบุคคลในการดูแล


16. จุดที่ต่างกันของการศึกษาในระบบ นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่สำคัญคือข้อใด


ก. ระยะเวลาที่จัดการศึกษา


ข. สถานที่จัดการศึกษา


ค. ตัวผู้เข้ารับการศึกษา


ง. จุดหมาย วิธีการ หลักสูตร


17. ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการศึกษาตามอัธยาศัย


ก. สถานศึกษา ต้องจัดการศึกษา ทั้งในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย


ข. ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส


ค. จัดการเรียนรู้ได้ในทุกที่ ทุกเวลา


ง. ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ได้






18. ต่อไปนี้ ข้อใดไม่ใช่ สถานศึกษาสำหรับปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐาน


ก. โรงเรียน


ข. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก


ค. ศูนย์พัฒนาชุมชน


ง. ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ สถาบันศาสนา


19. ข้อใดไม่ถูกต้องในด้านการกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และสถานศึกษา


ก. ด้านวิชาการ


ข. งบประมาณ


ค. หลักสูตรการสอน


ง. การบริหารทั่วไป


20. ต่อไปนี้ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน


ก. ผู้แทนครู


ข. ผู้แทนองค์กรเอกชน


ค. ผู้แทนศิษย์เก่า


ง. ผู้แทนคุณวุฒิ


21. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ์จัดการศึกษาระดับใด


ก. การศึกษาขั้นพื้นฐาน


ข. การศึกษาอุดมศึกษา


ค. การศึกษานอกโรงเรียน


ง. ทุกระดับ


22. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบประกันคุณภาพภายในได้แก่


ก. สถานศึกษาเท่านั้น


ข. สถานศึกษาและเขตพื้นที่


ค. สถานศึกษา เขตพื้นที่ คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน


ง. สถานศึกษา เขตพื้นที่ คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


23. ข้อใดไม่ถูกต้อง


ก. ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งแรกใน 5 ปี


ข. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษามีฐานะเป็นองค์กรมหาชน


ค. การประเมินผลคำนึงถึงความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษา


ง. เสนอผลประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน










24. หลักการจัดการศึกษาข้อใด ไม่สอดคล้องกับสาระตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ


ก. ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้พัฒนาตนเองได้


ข. ครูต้องมีจิตสำนึกที่จะพัฒนาเด็กอย่างเต็มความสามารถ


ค. ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด


ง. ต้องส่งเสริมผู้เรียนพัฒนาตามศักยภาพ


25. ข้อใดสำคัญที่สุดเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน


ก. พัฒนาคุณภาพชีวิตบุคคลให้เหมาะสมกับวัยตามศักยภาพ


ข. สอดคล้องความต้องการชุมชน


ค. คำนึงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น


ง. เหมาะสมกับความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี


26. การจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น ในหลักสูตรวิธีการ การประเมินผลและจุดมุ่งหมาย


ก. การศึกษาในระบบ


ข. การศึกษานอกระบบ


ค. การศึกษาตามอัธยาศัย


ง. การศึกษาเฉพาะทาง


27. ต่อไปนี้ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง


ก. การศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายความว่าการศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา


ข. ผู้สอน หมายความว่า ครูและคณาจารย์ในสถานศึกษาระดับต่างๆ


ค. กระทรวง หมายความว่ากระทรวงการศึกษา


ง. ครู หมายความว่าบุคลากรวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและ


ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน


28. ข้อใดไม่ใช่หลักการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542


ก. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน


ข. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา


ค. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


ง. การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญาอารมณ์ และสังคม


29. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ไม่ได้กำหนดให้หน่วยงานใดมีสิทธิจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน


ก. หน่วยงานหรือสถานศึกษาของรัฐและเอกชน


ข. มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน


ค. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น


ง. องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา และสถานประกอบการ






30. การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักอะไรบ้าง


ก. มีเอกภาพด้านนโยบายหลากหลายในการปฏิบัติ


ข. มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา


ค. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา


ง. ถูกทุกข้อ

1. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 มีผลบังคับใช้เมื่อใด
ก. 11 มิถุนายน 2546 ข. 12 มิถุนายน 2546
ข. 24 พฤษภาคม 2546 ง. 25 พฤษภาคม 2546


2. ใครเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546
ก. นายกรัฐมนตรี ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ค. เลขาธิการคุรุสภา ง. ประธานคณะกรรมการคุรุสภา


3. คำว่า “กระทรวง” ในพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 หมายถึงข้อใด
ก. สำนักนายกรัฐมนตรี ข. ทบวงมหาวิทยาลัย
ค. กระทรวงศึกษาธิการ ง. ถูกทุกข้อ


4. คำว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา” ในพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 หมายถึงข้อใด
ก. ครู ข. ผู้บริหารสถานศึกษา
ค. ผู้บริหารการศึกษา ง. ถูกทุกข้อ


5. ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึงข้อใด
ก. บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาภายในเขตพื้นที่การศึกษา
ข. บุคคลซึ่งปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารนอกสถานศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา
ค. บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพหลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ
ง. ถูกเฉพาะข้อ ก และข้อ ข


6. คำว่า “ใบอนุญาต” ในพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 หมายถึงข้อใด
ก. ใบอนุญาตประกอบวิชีพซึ่งออกให้ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งครู
ข. ในอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งออกให้ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา
ค. ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพซึ่งออกให้ผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา
ง. ถูกทุกข้อ


7. กฎกระทรวงซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกตามบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ต้องดำเนินการตามข้อใดจึงใช้บังคับได้
ก. ประกาศให้ทราบโดยทั่วถึงภายในกระทรวง ข. ประกาศในหนังสือพิมพ์
ค. ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ง. ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา


8. ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของคุรุสภา
ก. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ
ข. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวิชาชีพ
ค. บริหารและจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของคุรุสภา
ง. ประสานส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ


9. ข้อใดเป็นอำนาจหน้าที่ของคุรุสภา
ก. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
ข. รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิของสถาบันต่างๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ
ค. ออกข้อบังคับของคุรุสภา
ง. ถูกทุกข้อ


10. ข้อบังคับของคุรุสภา ต้องดำเนินการตามข้อใดจึงให้ใช้บังคับได้
ก. ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี
ข. ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ค. ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ง. ถูกเฉพาะข้อ ข และ ข้อ ค


11. การเสนอร่างข้อบังคับของคุรุสภาต่อรัฐมนตรี หากรัฐมนตรีมิได้ยับยั้งภายในระยะเวลาเท่าใด นับแต่วันที่ได้รับร่างข้อบังคับดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบร่างข้อบังคับนั้น
ก. 7 วัน ข. 15 วัน
ค. 30 วัน ง. 45 วัน


12. การเสนอร่างข้อบังคับของคุรุสภาต่อรัฐมนตรี หากรัฐมนตรียับยั้งร่างข้อบังคับดังกล่าว คุรุสภาต้องประชุมอีกครั้งหนึ่งภายในระยะเวลากี่วันนับแต่วันที่ได้รับการยับยั้ง
ก. 7 วัน ข. 15 วัน
ค. 30 วัน ง. 45 วัน


13. คะแนนเสียงยืนยันร่างข้อบังคับของคุรุสภาที่ถูกรัฐมนตรียับยั้ง ต้องมีคะแนนเสียงเท่าใดของจำนวนกรรมการทั้งคณะ
ก. ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ข. ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3
ค. ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ง. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3


14. ข้อใดไม่ใช่ที่มาของรายได้ของคุรุสภา
ก. เก็บค่าธรรมเนียมใยอนุญาต ข. เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน
ค. เงินบริจาค ง. รายได้จากการประกอบกิจการสถานศึกษา


15. ประธานกรรมการของคณะกรรมการคุรุสภา คือบุคคลในข้อใด
ก. นายกรัฐมนตรี
ข. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ค. บุคคลที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง
ง. บุคคลที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแต่งตั้ง


16. บุคคลในข้อใดไม่ใช่กรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการคุรุสภา
ก. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ข. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ค. เลขาธิการสภาการศึกษา
ง. หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น


17. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา มีจำนวนทั้งหมดกี่คน
ก. 5 คน ข. 7 คน
ค. 15 คน ง. 25 คน


18. สัดส่วนของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งจากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีคณะคุรุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ หรือการศึกษา ซึ่งเลือกกันเองจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน เพื่อมาเป็นกรรมการคุรุสภา เป็นไปตามข้อใด
ก. จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จำนวน 3 คน จากสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำนวน 3 คน
ข. จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จำนวน 3 คน จากสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำนวน 2 คน
ค. จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จำนวน 3 คน จากสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำนวน 1 คน
ง. จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จำนวน 2 คน จากสถาบันอุดมศึกษาเอกชน จำนวน 2 คน


19. กรรมการจากผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ในคณะกรรมการคุรุสภา มีจำนวนทั้งหมดกี่คน
ก. 13 คน ข. 15 คน
ค. 19 คน ง. 21 คน


20. ผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการในคณะกรรมการคุรุสภาคือบุคคลในข้อใด
ก. เลขาธิการคุรุสภา
ข. ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคณะกรรมการคุรุสภา
ค. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา
ง. หัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

คุณไม่มีสิทธิ์ใช้งานส่วนนี้, กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
กรุณาใช้ข้อความที่สุภาพ คุณสามารถบันทึกฉบับร่างได้